กระแสน้ำมหาสมุทร อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก

NEWS

หากลองทำความเข้าใจถึงการไหลเวียนของกระแสน้ำนั้น อย่างแรกเลยต้องเข้าใจก่อนว่าน้ำมีลักษณะเป็นของเหลวเหมือนกับอากาศ การไหลเวียนของกระแสน้ำจึงเหมือนกับการไหลเวียนของกระแสลม ต่างกันตรงที่การไหลเวียนของกระแสน้ำนั้นมีพื้นผิวโลกที่เป็นแผ่นดินคือสิ่งขวางกั้น ส่งผลให้มีรูปร่างปรากฏไม่ชัดเจน ทั้งน้ำในมหาสมุทรยังมีความเค็มไม่เท่ากัน หากน้ำทะเลมีความหนาแน่นสูงจะเคลื่อนที่ไปแทนน้ำทะเลที่มีความหนาแน่นต่ำ

ประเภทของการไหลเวียนน้ำในมหาสมุทร

  1. กระแสน้ำบริเวณพื้นผิวมหาสมุทร เกิดจากการเสียดทานระหว่างผิวน้ำและอากาศ พลังงานจากอากาศเกิดจากการเคลื่อนที่ด้วยการพาความร้อนแล้วสะสมพลังงานที่มาจากแสงอาทิตย์ พลังงานเหล่านี้จะลงสู่ผิวน้ำ โดยจะมีกระแสลมเป็นตัวพาให้กระแสน้ำเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อภูมิอากาศและระบบนิเวศบนพื้นที่ชายฝั่งเป็นอย่างยิ่ง หากเป็นกระแสน้ำอุ่นจะทำให้น้ำระเหยเป็นไอน้ำแล้วเกิดการควบแน่นตกลงมาเป็นฝน อากาศชื้น พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ หากกระแสน้ำเย็นทำให้อากาศแห้งจมตัวลง เกิดภูมิอากาศแบบทะเลทราย อย่างไรก็ตามอิทธิพลของกระแสลมส่งผลกระทบต่อกระแสน้ำในมหาสมุทรเพียงความลึก 1 กิโลเมตรเท่านั้น นั่นหมายถึงการไหลเวียนของกระแสน้ำผิวพื้นมีอิทธิพลต่อน้ำในมหาสมุทรเพียงประมาณร้อยละ 10
  2. การไหลเวียนของกระแสน้ำลึกในมหาสมุทร หรือ”เทอร์โมแฮลีน” เกิดจากความร้อนและเกลือ เนื่องจากน้ำทะเลในแต่ละบริเวณมีความเค็มและความหนาแน่นไม่เท่ากัน ทำให้น้ำทะเลที่มีความหนาแน่นสูงจะไหลไปแทนที่น้ำทะเลที่มีความหนาแน่นต่ำ การไหลเวียนเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เช่น ยุคน้ำแข็งเล็ก ในยุโรปเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 17 อิทธิพลของการไหลเวียนแบบเทอร์โมแฮลีนมีอิทธิพลต่อน้ำในมหาสมุทรประมาณร้อยละ 90

            จากผลการศึกษาเรื่องกระแสน้ำในมหาสมุทร ของทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ พบว่าตอนนี้กระแสน้ำในมหาสมุทรทั่วโลกกำลังเคลื่อนตัวด้วยอัตราที่เร็วขึ้นกว่าเมื่อ 20 ปีก่อน ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นให้เห็นอย่างเด่นชัดในบริเวณเขตร้อน รวมทั้งใต้ท้องทะเลที่มีความลึกถึงระดับ 2,000 เมตร โดยการเคลื่อนตัวนี้เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 กระแสลมมีความเร็วขึ้นถึง 36% ของความเร็วเฉลี่ยในการไหลเวียนของมหาสมุทรตามปกติ ส่งผลให้พลังงานจลน์ในส่วนบนของมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดการไหลเวียนของกระแสน้ำในมหาสมุทรที่ไหลเร็วขึ้นกว่าเดิมประมาณ 5% ในทุก 10 ปี จนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม อัตราความเร็วนั้นเป็นเพียงค่าเฉลี่ย ยังมีกระแสน้ำหลักในบางภูมิภาคของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้น้อยมาก

ผลการวิจัยนี้พบว่าการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทร มีความสำคัญในเรื่องของปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพภูมิอากาศเนื่องจากกระแสน้ำเหล่านี้นำพาความร้อนเคลื่อนที่ไปยังภูมิภาคต่างๆ ของโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนิเวศใต้ทะเล รวมถึงอุณหภูมิและลักษณะอากาศประจำถิ่นได้ อีกทั้งความร้อนจากน้ำตื้นอาจจะค่อยๆ แผ่ขยายลงสู่ระดับน้ำที่ลึกกว่า อย่างไรก็ตามเราก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำในมหาสมุทรนี้ เกิดขึ้นจากลมเพียงอย่างเดียว ในด้านของนักวิจัยท่านอื่นก็ยังหาคำตอบไม่ได้ พวกเขาต่างถกเถียงกันว่า “กระแสน้ำที่ไหลเร็วขึ้นนี้เปลี่ยนแปลงเกินกว่าที่จะมาจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว”

ผลกระทบที่จะตามมา ?

เรียกได้ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่ส่งผลกระทบทั้งในเรื่องของระบบนิเวศใต้ท้องทะเลและระบบนิเวศบนพื้นดิน ทั้งพืชพรรณนานาชนิด ป่าไม้ สัตว์ป่าและมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ระบบนิเวศใต้ท้องทะเล จะส่งผลกระทบในเรื่องของความยืดหยุ่นของแนวปะการัง ส่วนสิ่งมีชีวิตบนพื้นดินจะส่งผลกระทบในเรื่องของภัยแล้ง เป็นต้น